วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การเกากีต้าร์

                 สวัสดีครับ วันนี้ก็ได้ฤกษ์ในการอัพข้อมูลเกี่ยวกับกีต้าร์อีกครั้ง  ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องการเกากีต้าร์นั้น  ผมใคร่ขอแนะนำ วิธีคิดในการเล่นกีต้าร์ไว้นิดนึงครับ  ไม่ว่าเราจะยืนเล่นหรือนั่งเล่นขอให้เราจัดท่าทางในการเล่นให้ถนัดและไม่เกร็งให้รู้สึกสบายๆผ่อนคลาย  การสะพายกีต้าร์เวลายืนเล่นก็ให้ตำแหน่งของกีต้าร์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ที่ผู้เล่นสามารเล่นได้อย่างคล่องตัวไม่ติดไม่ขัด การวางนิ้วมือซ้าย(ด้านที่ใช้กดสายจับคอร์ด)บางคนนิ้วสั้นก็ควรต้องพยายามหาจุดตำแหน่งที่สามารถจับได้ครบ อย่างท่านที่นิ้วยาวหน่อยก็จะได้เปรียบครับ จับแบบไหนก็ถึงครบหมด ไม่ว่าจะจับแบบกำคอกีต้าร์(จะเป็นลักษณะที่คอกีต้าร์ด้านหลังจะแนบกับฝ่ามือ เป็นที่นิยมในหมู่มือกีต้าร์ร็อค) การจับแบบนี้จะทำให้การดันสาย หรือเขย่าสาย ทำได้ง่าย หรือจับแบบปากคีบ(จะเป็นลักษณะที่นิ้วโป้งกดประคองที่คอกีต้าร์ด้านหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นกีต้าร์คลาสิค หรือแจ็ซ)  แบบนี้จะเหมาะกับท่านที่มีนิ้วไม่ยาวนัก แต่สามารถทำให้ท่านกางนิ้วได้กว้างไกลมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะจับแบบไหนก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่น่าจะฝึกควบคู่กันไปนะครับ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับความถนัดและความต้องการ

                  นอกเรื่องเสียยืดยาว คราวนี้เราก็มาเข้าเรื่องการเกากีต้าร์เสียทีครับ    การเกากีต้าร์ หรือปิ๊คกิ้ง(Picking) เป็นการเล่นแบบกระจายคอร์ด จะเล่นผสมไปกับการตีคอร์ด หรือเล่นเกาเดี่ยวๆก็สามารถทำได้  ในตอนนี้ผมจะพูดถึงการเกาโดยใช้นิ้วก่อนนะครับ    เรามาเริ่มกันที่มือขวาที่ใช้เกา ว่าเราจะวางตำแหน่งแบบพื้นฐานอย่างไร  ตามรูปเลยนะครับ

                   จากรูปมีวิธีจำง่ายๆ คือ นิ้วโป้งดีดเบส(เสียงต่ำ)ขึ้นอยู่กับว่าเล่นคอร์ดใด ยกตัวอย่างถ้าเป็นคอร์ด D ราก(Root)ของคอร์ด D ก็จะเป็นเสียง เร(ต่ำ) ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่ง สายเปล่าของสาย4 ดังนั้น นิ้วโป้งจึงต้องไปดีดที่สาย4  ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นคอร์ด C หรือ คอร์ด G ตำแหน่งเสียงเบสก็จะอยู่ที่สาย5หรือสาย6  ดังนั้นนิ้วชี้ก็จะดีดสาย4ตามปกติ นิ้วอื่นๆก็ไล่เรียงกันไปตามลำดับครับ
                    การวางมือก็จะเป็นลักษณะคล้ายๆจะกำมือหลวมๆ ให้ตำแหน่งของนิ้วอยู่ในบริเวณไกล้กับสายที่จะดีดเป็นท่าเตรียมครับ เมื่อฝึกบ่อยๆก็จะเกิดความเคยชินและวางมือเป็นอัตโนมัติในท่านี้

                     การเกา(ดีด)จะเป็นลักษณะ นิ้วโป้งดีดลง 4นิ้วที่เหลือดีดขึ้นครับ

แบบฝึกเกากีต้าร์
                               จะเป็นการฝึกให้นิ้วคุ้นเคยกับตำแหน่งของสายที่จะดีดก่อนนะครับ ฝึกช้าๆก่อนนะครับ
 เราจะฝึกด้วยคอร์ดง่ายๆก่อนนะครับ  C  Am  Dm  G7    
คราวนี้เราต้องมาเรียนรู้การอ่านแทปเพื่อการสื่อสารที่ตรงกันก่อนนะครับ  ไม่ยากครับ 

การอ่านแท็บ


      การอ่านแท็บกีต้าร์    สายกีต้าร์จะถูกเขียนแทนด้วยเส้น 6 เส้น เรียงเป็นลักษณะของสายกีต้าร์บนฟิงเกอร์บอร์ด    และเส้นบนสุดคือสาย 1 ของกีต้าร์ไล่ลงมาเป็นสาย 2 สาย 3 สาย 4 สาย 5 สาย 6 และมีตัวเลขที่อยู่บนแท็บนั้นหมายถึงตำแหน่งช่องที่ต้องกดบนฟิงเกอร์บอร์ด ของสายนั้นๆ ส่วนเลข 0 หมายถึง การดีดสายเปล่า  และถ้าตัวเลขที่อยู่บนเส้นอยู่ในตำแหน่งเดียวกันในแนวตั้งดังรูปให้ดีดพร้อมกัน ส่วนใหญ่จะเป็นการตีคอร์ด หรือเล่นดีดประสาน   และถ้าตัวเลขเรียงกันไปทางขวามือ ให้ดีดทีละครั้งตามลำดับ

แบบฝึกเกาที่ 1 ดีดตามจังหวะตก  การนับจังหวะเหมือนเดิมนะครับ



                 เริ่มจากช้าๆก่อนนะครับให้นิ้วคุ้นกับตำแหน่งการดีดแล้วค่อยเพิ่มความเร็ว  เมื่อฝึกคล่องแล้วเราอาจจะเพิ่มความเร็วในการเล่น(ดีด) โดยการเล่นในจังหวะยก แต่ความเร็วในการนับเท่าเดิม



วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สิ่งที่จะต้องเจอระหว่างฝึกกีต้าร์

       เชื่อว่าหลังจากที่พยายามฝึกกันมาสักระรยะหนึ่งแล้วนั้น เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายท่านจะต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ ซึ่งคนเล่นกีต้าร์จะต้องเจอกันแทบทุกคน ต้องทำใจครับ แก้ไขกันไปตามสถานการณ์
 1. นิ้วด้าน  คนเล่นกีต้าร์ฝึกใหม่แทบทุกคนจะมีอาการปลายนิ้วทั้งสี่ด้าน(ข้างที่ใช้กดสายกีต้าร์) เนื่องจาก ผมเชื่อว่า ทุกคนที่เริ่มฝึกมักจะฝักกับกีต้าร์โปร่งที่สายแข็งๆที่ตั้งเสียงมาตรฐาน เวลาเล่นจึงต้องออกแรงกดสายให้แน่นเพื่อมิให้เกิดเสียงบอด  พอเล่นหรือฝึกๆไปก็จะทำให้ปลายนิ้วด้าน หรือแม้แต่ผู้ที่เล่นได้ระดับหนึ่งแล้วได้เป็นมือกีต้าร์(คอร์ด)ประจำกลุ่มเพื่อนๆ เวลาพวกเค้าไปไหนก็จะได้รับเชิญ(ลาก)ไปตีคอร์ดกีต้าร์ให้เพื่อนๆได้ร่วมร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานมีความสุข เล่นไปหลายเพลงจนต้องขอพักนิ้วบ้าง(ฮา...)  
             วิธีแก้ปัญหา
      1.1 แก้ที่สายกีต้าร์ครับ กีต้าร์โปร่งส่วนใหญ่จะมีสายที่แข็ง กดนิ้วยาก แต่จะให้เสียงที่คม แน่น และกังวาล   และทำให้มือขอผู้เล่นเกิดการพัฒนาในเรื่องของกำลังกดของนิ้ว พัฒนาในเรื่องของการวางนิ้วในตำแหน่งเฟร็ตต่างๆที่จะได้เสียงที่ไม่บอด จริงๆแล้วไม่ต้องแก้ก็ได้ครับ เอาไว้ฝึกพลังนิ้ว แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็แก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนสายใหม่ เป็นเบอร์ที่ต่ำลงมา อย่างเบอร์ 9 ยี่ห้อ ก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ครับ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือ เปลี่ยนเป็นสายกีต้าร์ไฟ้ฟ้า ก็จะทำให้นิ่มมือขึ้น จับคอร์ดง่ายขึ้นครับ

หรืออีกสาเหตุที่ทำให้กดนิ้วยากนั้น เกิดจากการตั้งสายจากโรงงานที่สูงเกินไปทำให้ระยะห่างระหว่างสายกีต้าร์กับฟิงเกอร์บอร์ดมีมากกว่าปกติ ทำให้ต้องออกแรงกดสายมากขึ้น ความคล่องตัวในการเล่นก็จะลดลง ส่วนใหญ่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นนะครับ ถ้าตอนซื้อเราไปลองเล่นเองที่ร้าน ตัวไหนเล่นสบายมือ รูปลักษณ์ถูกใจก็ซื้อมาเลย  แต่ถ้าซื้อต่อเพื่อนหรือมีใครยกกีต้าร์ให้โดยที่เราต้องรับมา อันนี้เราก็ต้องมาแก้ปัญหากันต่อไป ส่วนใหญ่ก็ต้องนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญซ่อมแก้ไข ไปให้ร้านเค้าจัดการซึ่งปัจจุบันก็หาได้ไม่ยากครับ


ขอบคุณเจ้าของคลิปประกอบด้วยครับ

           นอกจากปัญหานิ้วด้านนี้จะเกิดจากสายกีต้าร์ดังกล่าวแล้วนั้น  ก็ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยากนั่นก็คือ การเล่น หรือฝึกเล่น มากเกินไม่ได้หยุดพัก  ก็สามารถแก้ได้โดยการ แบ่งช่วงเวลาในการเล่นการฝึกให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล้า และนำให้ไปสู่อาการปวดมือ ปวดข้อมือ แขน ส่วนอื่นๆ   แต่หากยังเกิดนิ้วด้านจนแข็งก็สามารถใช้กรรไกรตัดเล็บค่อยๆขลิบออก หรือไม่ก็ใช้โลชั่นสำหรับลดรอยด้านบนผิวหนังมาทา ก็สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกันครับ

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เพิ่มเสน่ห์การเล่นสไตล์กีต้าร์ตัวเดียว

สวัสดีครับ สำหรับน้องๆเพื่อนๆที่ได้ผ่านการฝึกตีคอร์ดตามที่ผมได้แนะนำมาแล้ว ก็อาจจะมีไอเดียในการสร้างรูปแบบในการตีคอร์ดแบบใหม่ๆขึ้นมาได้บ้าง ตามความเหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์เล่นรวมกับเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆได้ แต่ถ้ายังไม่มีโอกาสได้ร่วมเล่นกับใคร ก็สามารถเล่นคนเดียวได้ โดยผมมีวิธีการเืพิ่มเสน่ห์ในการเล่นแบบเดี่ยวมานำเสนอ

เล่นกีต้าร์ร้องเพลงแบบศิลปินเดี่ยว

วิธีที่ ๑. จากแบบฝึกตีคอร์ดที่ ๔ ผมได้เน้นเรื่องการตีคอร์ดให้ได้เสียงที่ครบทุ้ม กลาง แหลม เกี่ยวเนื่องกับเสียงเบส/คอร์ดในสายที่ 4, 5, 6ทำให้เราได้เริ่มสังเกตุตัวโน้ตบนคอกีต้าร์มากขึ้นและจดจำได้ดีขึ้น วิธีเล่นวิธีนี้ก็จะเล่นโดยการดีดเบส(ราก) สลับคอร์ด สลับเบส(คู่5) สลับคอร์ด การดีดจะใช้ปิ๊ค หรือนิ้วก็ขึ้นอยู่กับความถนัดครับ ถ้าใช้นิ้ว นิ้วโป้งจะใช้ดีดเบสในลักษณะดีดลง นิ้วที่เหลือใช้ดีดคอร์ดในลักษณะดีดขึ้น
ยกตัวอย่าง คอร์ดC เราก็จะได้ โน้ตเบสโด(C สาย5 ช่องที่3) โน้ตเบสคู่5ของโด ก็คือ ซอล(G สาย6 ช่องที่3)

จะทราบได้อย่างไรว่า เป็นโน้ตคู่5 ให้เรียงบันไดเสียงก่อน ยกตัวอย่างเช่น คอร์ดC (ซีเมเจอร์) ใช้บันได้เสียงทางเมเจอร์ เรียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ที นับเริ่มจากโน้ตตัวที่เป็นรากคอร์ด ซึ่งก็คือ โด ไป5โน้ต ก็จะไปตกที่ตัว ซอล ถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า แล้วถ้าเป็นคอร์ดอื่นๆหละจะเรียงกันอย่างไร ใช้บันไดเสียงอะไร ผมก็ได้สรุปออกมาเป็นตารางดังนี้ เพื่อความสะดวกในการจดจำและใช้งาน

หมายเหตุ** ROOT = รากของคอร์ด โน้ตตัวแรกของบันได้เสียง
2nd 3rd 4th 5th 6th 7th = ลำดับคู่เสียงในแต่ละสเกล
คำว่า สเกล(scale) ก็คือ บันไดเสียง เป็นความหมายเดียวกัน

ตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้









วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แบบฝึกที่ 4

จังหวะตบที่ 1 ดีดลง จังหวะยกที่ 1 ดีดขึ้น
จังหวะตบที่ 2 ดีดลงพร้อมอุดสาย จังหวะยกที่ 2 ดีดลง1ที ดีดขึ้น1ที
จังหวะตบที่ 3 ดีดลง จังหวะยกที่ 3 ดีดขึ้น
จังหวะตบที่ 4 ดีดลงพร้อมอุดสาย จังหวะยกที่ 4 ดีดลง1ที ดีดขึ้น1ที


ดีดลงพร้อมอุดสาย คือ ดีดลงไป พร้อมกับใช้สันมือขวาวางทับลงบนสายกีต้าร์ทั้งหมด เพื่อทำให้เสียงที่ดีดสั้นลง
คอร์ด ที่ใช้ฝึกเราอาจเปลี่ยนเป็นคีย์อื่นก็ได้นะครับ เปลี่ยนเป็นคีย์ F หรือ คีย์ G ก็ได้ครับ

คีย์ C : C Am Dm F G

คีย์ F : F Dm Gm Bb C

คีย์ G : G Em Am C D

แบบฝึกนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เล่นกับเพลงแนวโฟล์คซองคันทรี่ตะวันตกได้ครับ ไม่ว่าจะเพลงช้าหรือเร็ว หรือใช้เล่นสลับกับแบบฝึกที่ 3 เป็นการเพิ่มสีสันในการเล่นคอร์ดครับ

สำหรับผู้ที่ตั้งใจว่าจะฝึกคอร์ดให้ชำนาญก่อนแล้วค่อยโซโลนั้น ผมขอเสนอแนะเกี่ยวกับการดีด หรือตีคอร์ดให้ได้ครบทุกเสียงในคอร์ด ทั้งเสียงเบส(ทุ้มสาย5 สาย6) เสียงกลาง(สาย4 สาย3) เสียงแหลม(สาย2 สาย1) กรณีที่เล่นกีต้าร์ตัวเดียวจะทำให้เสียงที่ได้การเล่นออกมาอย่างครบ ไม่ก๋องแก๋ง

เสียงเบสที่ของคอร์ดนั้นๆก็คือ โน้ตที่เป็นรากของคอร์ด เช่น คอร์ดC ประกอบด้วยโน้ต C E G หรือ โด มี ซอล รากของคอร์ดC ก็เท่ากับ Cหรือโด
















ผมขออนุญาตสรุปรากคอร์ด หรือเสียงเบสของแต่ละคอร์ดมาให้ฝึกเน้นกัน ดังนี้







คอร์ด/เบส


คอร์ดC/Cm=โด

คอร์ดD/Dm=เร
คอร์ดE/Em=มี

คอร์ดF/Fm=ฟา


คอร์ดG/Gm=ซอล


คอร์ดA/Am=ลา


คอร์ดB/Bm=ที








โน้ตบนคอกีต้าร์ก็เรียงตามนี้นะครับ อักษร C =โด D =เร E =มี F =ฟา G =ซอล A =ลา B =ที

ส่วนเฟร็ตที่ไม่ได้ใส่โน้ตไว้ ก็คือเป็นโน้ตครึ่งเสียงครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะอ้างอิงโน้ตตัวไหน อย่างเช่น สายที่ 1 เฟร็ตที่สอง ถ้าอ้างอิงเฟร็ตที่1(F) ก็จะเป็นโน้ตที่สูงขึ้นครึ่งเสียงคือ F# แต่ถ้าอ้างอิงเฟร็ตที่3(G) ก็จะเป็นโน้ตที่ต่ำลงครึ่งเสียงคือ Gb

หมายเหตุ** เครื่องหมาย # สูงขึ้นครึ่งเสียง เครื่องหมาย b ต่ำลงครึ่งเสียง

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แบบฝึกที่ 3

จังหวะตบที่ 1 ดีดลง จังหวะยกที่ 1 ดีดขึ้น
จังหวะตบที่ 2 ดีดลงพร้อมอุดสาย จังหวะยกที่ 2 ดีดขึ้น
จังหวะตบที่ 3 ดีดลง จังหวะยกที่ 3 ดีดขึ้น
จังหวะตบที่ 4 ดีดลงพร้อมอุดสาย จังหวะยกที่ 4 ดีดขึ้น



ดีดลงพร้อมอุดสาย คือ ดีดลงไป พร้อมกับใช้สันมือขวาวางทับลงบนสายกีต้าร์ทั้งหมด เพื่อทำให้เสียงที่ดีดสั้นลง

คอร์ดที่ใช้ฝึกเราอาจเปลี่ยนเป็นคีย์อื่นก็ได้นะครับ อย่างตอนแรกผมให้ฝึกคีย์ C ถ้าเบื่อแล้วก็อาจเปลี่ยนเป็นคีย์ F หรือ คีย์ G ก็ได้ครับ

คีย์ C : C Am Dm F G

คีย์ F : F Dm Gm Bb C

คีย์ G : G Em Am C D

แบบฝึกนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเพลงแนวโฟล์คซองคันทรี่ตะวันตกได้ครับ ไม่ว่าจะเพลงช้าหรือเร็ว

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แบบฝึกการตีคอร์ด

สำหรับน้องๆเพื่อนๆ
ที่ได้ฝึกเล่นคอร์ดในแบบฝึกที่ 1 ไปแล้ว
จะสังเกตุได้ว่าสามารถประยุกต์ใช้ในเพลงช้าได้
เพราะลักษณะการเล่นแบบนี้จะคล้ายกับการเคาะเปียโนในเพลงช้า


แบบฝึกที่ 2 :

จังหวะตบที่ 1 ดีดลง จังหวะยกที่ 1 -
จังหวะตบที่ 2 ดีดขึ้น จังหวะยกที่ 2 ดีดลง
จังหวะตบที่ 3 ดีดลง จังหวะยกที่ 3 -
จังหวะตบที่ 4 ดีดขึ้น จังหวะยกที่ 4 -



วิธีฝึก
ก็ควรฝึกแบบช้าๆก่อนนะครับเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมือซ้าย(จับ
คอร์)และมือขวา(ตีคอร์ด)ให้เล่นได้อย่างไม่ติดขัด จากนั้นค่อยเพิ่มความเร็ว
แบบฝึกนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเพลงช้าและเพลงเร็วครับ

การอ่านตารางคอร์ดกีต้าร์และแบบฝึก

สำหรับน้องๆเพื่อนๆ ที่ได้เห็นตารางคอร์ดกันไปแล้ว บางทีอาจสงสัยว่าอ่านอย่างไร ก็ตามนี้เลยนะครับ

ส่วนน้องๆเพื่อนๆที่ลองฝึกลองจับกันไปบ้างแล้ว บางทีอาจยังสงสัยเกี่ยวกับการเล่น หรือตีคอร์ดว่าจะตีอย่างไรนั้น ผมก็มีวิธีฝึกตีคอร์ดมาฝากเอาแบบง่ายๆก่อน แล้วค่อยพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆนะครับ ก่อนอื่นเรามาเรียนรู้กันว่าเพลงแต่ละเพลงจะถูกแบ่งออกเป็นห้องๆ(เหมือนบ้าน)ต่อๆกันหลายๆห้อง ไปจนกว่าจะจบเพลง เรามาเจาะดูแต่ละห้องกัน แต่ละห้องก็จะบรรจุตัวโน้ตของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลง และบรรจุคอร์ดอย่างเหมาะสม บางห้องก็อาจจะมีคอร์ดเดียวเล่นไปจนจบห้อง บางห้องก็อาจจะมีหลายมากกว่า 1คอร์ด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้เรียบเรียงเพลงนั้นๆ

โดยส่วนใหญ่แล้ว 1ห้องเพลง จะมี 4จังหวะ คือมีจังหวะตกและขึ้น 4 ครั้ง

เราอาจจะใช้เท้าเคาะนับจังหวะ หรือถ้ามีงบ(ตังค์)ก็สามารถซื้อเครื่องช่วยนับจังหวะ(Metronome)มาใช้ ระหว่างที่ฝึก เพื่อความมั่นคงของจังหวะ ส่วนเรื่องของการดีด สามารถใช้นิ้ว หรือปิ๊คกีต้าร์ก็แล้วแต่ความถนัด หรือจะฝึกไว้ทั้งสองแบบก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด

วิธีฝึกที่ 1 ตีคอร์ดตามจังหวะตก อาจจะฝึกกับโครงสร้างคอร์ดง่ายๆแบ่งเป็นห้องละ 1คอร์ด

ฝึกนับช้าๆ เล่นช้าๆก่อน เมื่อชำนาญแล้วก็ค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นนะครับ

การเล่นคอร์ดกีต้าร์

น้องๆเพื่อนๆก็คงเคยได้ยินคำว่า คอร์ด คอร์ดกีต้าร์ ตีคอร์ด กันมาบ้างแล้ว วันนี้ผมก็จะมากล่าวถึง การเล่นคอร์ดกีต้าร์ จริงๆแล้วเราสามารถเล่นคอร์ดได้กับเครื่องดนตรีทุกชนิดยกเว้นกลอง ไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เปียโน คีย์บอร์ด เครื่องเป่า เครื่องสี เพราะจริงๆแล้ว คอร์ด ก็คือ การเสียงโน้ตให้มาผสมกัน สามเสียงขึ้นไป ในแต่ละสเกล(scale=บันไดเสียง) ไม่ว่าจะเป็น เมเจอร์(major) ไมเนอร์ (minor) ฯลฯ ให้เกิดกลุ่มเสียงสื่อถึงอารมณ์เพลงแบบต่างๆ เช่นอารมณ์เศร้า อารมณ์สุข อารมณ์สนุกสนาน ฯลฯ ก็ขึ้นอยู่กับว่านักดนตรี จะนำคอร์ดเหล่านี้มาเรียบเรียงอย่างไร โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่านักดนตรี หรือผู้ที่สนใจด้านนี้ ควรทำความรู้จักและจดจำคอร์ดให้ได้ทุกคอร์ด แม้บางที่จริงๆแล้วเราก็อาจไม่ได้ใช้ทุกคอร์ด แต่ถ้าเราต้องไปร่วมงานกับนักร้อง เราก็จะต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของคีย์เพลง นักร้องแต่ละคนก็จะมีระดับเสียงแตกต่างกัน เราก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในส่วนนี้

ผมก็ขอสรุปเป็นตารางคอร์ดมาให้ดู ดังนี้ครับ

การจับคอร์ดกีต้าร์ ควรจับในลักษณะที่ สามารถดีดแล้วได้เสียงออกมาครบไม่ตกหล่นเสียงใดเสียงหนึ่ง ซึ่งผู้ฝึกใหม่ๆ ก็อาจจะมีอาการเจ็บนิ้ว และปวดมือบ้างก็อาจจะท้อใจ อย่างไรก็ค่อยๆฝึกกันไปครับ สักระยะหนึ่งมือและนิ้วเราก็จะแกร่งสามารถเล่นได้ทุกคอร์ดครับ มือกีต้าร์ต้องผ่านตรงนี้กันทุกคนเพื่องานศิลปะด้านเสียงเพลงที่เรารักนะ ครับ

หน้าตาและส่วนประกอบของกีต้าร์ทั่วไป



กีต้าร์ที่นิยมเล่นในปัจจุบัน ก็มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายแบบให้เลือกตามความต้องการและความเหมาะสม คงจะนำมาให้ดูได้ไม่ครบหมดทุกรุ่น จึงขอนำเอากีต้าร์ทั่วๆไปที่พบเห็นกันบ่อยๆมาให้ชม กีต้าร์แบ่งตามลักษณะได้2แบบคือ กีต้าร์โปร่งและกีต้าร์ไฟฟ้า
กีต้าร์โปร่ง ตัวกีต้าร์(body)จะมีโพรงเสียง สามารถเล่นได้เลย ซึ่งต่างจากกีต้าร์ไฟฟ้า จะไม่มีโพรงเสียง เวลาเล่นจึงต้องอาศัยอุปกรณ์พ่วงประเภทเครื่องขยายเสียง หรือแอมป์กีต้าร์ถึงจะได้ยินเสียง
---------------------------------------------

กีต้าร์โปร่ง

--------------------------------------------------

กีต้าร์ไฟฟ้า


ทักทาย

เล่นดนตรีชิวๆกับน้าเจตน์

สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้เป็นคนเล่นดนตรีได้เก่ง หรือพิสดารแต่อย่างใด เพียงแค่ชอบฟัง ชอบเล่นดนตรี ร้องเพลง รู้สึกเลยว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังหรือได้เล่นดนตรีจะมีความสุข และดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว ห้องดนตรีหน้านี้จึงขอกล่าวถึงดนตรีที่ผมเล่นและได้สัมผัสมา ถือเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เพราะ ถ้าเป็นเรื่องของวิชาการหนักๆ คงต้องอ้างอิงถึงตำราวิชาการดนตรีเพื่อ ยึดเป็นมาตรฐานเดียวกัน

จะว่ากันไปแล้วเครื่องดนตรีที่ผมเคยสัมผัสอย่าง จริงๆจังๆ ก็มีอยู่สองชิ้นคือ คีย์บอร์ด และ กีต้าร์ เบสก็พอเล่นได้ระดับหนึ่ง ส่วนกลอง(กลองชุด)คงจะอีกนานถ้าจะต้องฝึกต้องเล่น

งั้นเรามาเริ่มกันที่เครื่องดนตรีที่ผมเล่นใน ปัจจุบันกันเลยดีกว่าครับ นั่นก็คือ กีต้าร์ เชื่อว่าคงมีน้อยคนนะครับที่จะไม่รู้จักกีต้าร์ เพราะคนส่วนใหญ่ก็จะชอบเลือกที่จะเล่นกีต้าร์กัน จนมีเรื่องขำๆในหมู่นักดนตรีว่า เวลาตั้งวงดนตรีไม่ต้องห่วงเรื่องมือกีต้าร์ เพราะมีมากเหลือเกินแทบเดินชนกัน มือกลอง มือเบส เสียอีกที่กว่าจะหาได้ โดยส่วนตัวที่ผมเลือกเล่นกีต้าร์นั้นจริงๆแล้ว ก่อนหน้านั้นผมเล่นคีย์บอร์ดอยู่และคีย์บอร์ดก็จะต้องใช้ไฟฟ้า ทำให้สิ้นเดือนมีเสียงเตือนว่า ค่าไฟขึ้นอีกแล้วนะลูก ผมจึงเหลือบไปเห็นกีต้าร์โปร่งของพี่สาว วางพิงข้างฝาบ้านอยู่ด้วยความที่ชอบ เล่นดนตรี แต่ก็อยากช่วยคุณแม่ประหยัดค่าไฟ ก็เลยหยิบกีต้าร์ตัวนั้นขึ้นมาเล่น และเล่นมาจนถึงปัจจุบัน